โทรศัพท์ 1358

“รองอธิบดีดุสิต” ร่วมประชุมบอร์ดนโยบายการขนส่งทางราง พร้อมส่งเสริมการผลิตรถไฟในประเทศ มั่นใจช่วยอุตสาหกรรมเศรษฐกิจไทยโตได้ในระยะยาว
“รองอธิบดีดุสิต” ร่วมประชุมบอร์ดนโยบายการขนส่งทางราง พร้อมส่งเสริมการผลิตรถไฟในประเทศ มั่นใจช่วยอุตสาหกรรมเศรษฐกิจไทยโตได้ในระยะยาว
กรุงเทพฯ 30 เมษายน 2569 - ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้นายดุสิต อนันตรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมคมนาคม (อาคาร 2 ชั้น 4) กระทรวงคมนาคม ป้อมปราบศัตรูพ่าย และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ Zoom Meeting การประชุมในวันนี้เป็นการหารือเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนระบบการขนส่งทางรางของประเทศ ภายใต้พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 รวมถึงความคืบหน้าของแผนพัฒนาการขนส่งทางรางในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และระดับประเทศ เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมเข้ากับแหล่งอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรม เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เขตพัฒนาพิเศษภาคใต้ (SEC) และศูนย์กระจายสินค้าทั่วภูมิภาค เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้ามาสู่ระบบรางซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ในการนี้ “รองอธิบดีดุสิตฯ” ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานจากคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ ไฟฟ้าแห่งชาติ โดยเสนอแนะให้โครงสร้างคณะอนุกรรมการจัดทำมาตรฐานการขนส่งทางรางมีความยืดหยุ่น และปรับเปลี่ยนตามระยะของการพัฒนาอุตสาหกรรม พร้อมให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสมาคม หรือกลุ่มอุตสาหกรรม และการบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังได้เสนอให้พิจารณานำการกำหนดค่าใช้ประโยชน์จากราง (Access Charge) ที่จะเก็บจากภาคเอกชนมาเป็นเครื่องมือ ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ เช่น การให้สิทธิประโยชน์พิเศษหรือคิดอัตราค่าใช้รางที่ถูกลง สำหรับเอกชนที่มีการประกอบยานยนต์ราง หรือมีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทย ซึ่งที่ประชุมได้ขานรับแนวคิดดังกล่าวโดยระบุว่าคณะกรรมการนโยบายฯ มีอำนาจในการกำหนดมาตรการเชิงนโยบายเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งจะมีผลผูกพันไปถึงการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป กระทรวงอุตสาหกรรม มีนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่สามารถใช้กลไกภาครัฐในการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อสร้าง Demand ในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อุตสาหกรรมระบบราง เป็นต้น สำหรับอุตสาหกรรมระบบราง ซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็งจากการเป็นฐานผลิตยานยนต์ที่สำคัญของภูมิภาค มีความพร้อมทั้งเครือข่าย Supply Chain วัตถุดิบ และบุคลากรที่มีทักษะสูง สามารถต่อยอดไปสู่การผลิตและประกอบยานยนต์รางในประเทศได้ทันที และพร้อมที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ที่ต้องการสร้างขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรม
06 พ.ค. 2569
”อธิบดีณัฏฐิญา“ เป็นผู้แทนกระทรวงอุตฯ ร่วมลงนาม MOU ผนึกกำลัง 6 องค์กรภาคีเครือข่าย มุ่งสร้างสุขภาวะวัยทำงาน สู่การเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของไทย
”อธิบดีณัฏฐิญา“ เป็นผู้แทนกระทรวงอุตฯ ร่วมลงนาม MOU ผนึกกำลัง 6 องค์กรภาคีเครือข่าย มุ่งสร้างสุขภาวะวัยทำงาน สู่การเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของไทย
จ.นนทบุรี 30 เมษายน 2569 - นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้รับมอบหมายจาก ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมงานมหกรรมรณรงค์ “Be Healthy More Productivity” ขับเคลื่อนสุขภาวะวัยทำงานสู่การเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน พร้อมด้วย นายสุรพล ปลื้มใจ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี การจัดงานในครั้งนี้ มีการนำเสนอทิศทางและนโยบายการส่งเสริมสุขภาพวัยทำงาน ภายใต้ความร่วมมือของหลายภาคส่วน (Policy & Collaboration) โดยมุ่งเน้นการยกระดับสุขภาวะแรงงานไทยในสถานประกอบการ ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพในสถานประกอบการ การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อสุขภาพ และการพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาวะ นอกจากนี้ “อธิบดีณัฏฐิญา” เป็นผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับหน่วยงานภาคีสำคัญ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระกรวฃการอุดมศึกษา วิทยาศาตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างสุขภาพแห่งชาติ เพื่อผนึกกำลังขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาพแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งพิธีมอบรางวัล “Thailand Be Healthy More Productivity” และการมอบประกาศเกียรติคุณแก่สถานประกอบการต้นแบบด้านการส่งเสริมสุขภาพ พร้อมทั้งมีการจัดแสดงนิทรรศการด้านการส่งเสริมสุขภาพที่รวบรวมนวัตกรรมและแนวปฏิบัติที่ดีจากหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทย
05 พ.ค. 2569
“อธิบดีณัฏฐิญา” นำทีมดีพร้อม ขับเคลื่อนองค์กรสีเขียว ปลูกต้นไม้เสริมภูมิทัศน์ ลดคาร์บอน ลดโลกร้อน
“อธิบดีณัฏฐิญา” นำทีมดีพร้อม ขับเคลื่อนองค์กรสีเขียว ปลูกต้นไม้เสริมภูมิทัศน์ ลดคาร์บอน ลดโลกร้อน
กรุงเทพฯ 27 เมษายน 2569 - นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้เกียรติเป็นประธานในกิจกรรม “รวมใจดีพร้อม ลดโลกร้อน ด้วยพื้นที่สีเขียว” เพื่อร่วมกันปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และสร้างบรรยากาศที่ร่มรื่นน่าอยู่ภายในหน่วยงาน โดยมี นายสุรพล ปลื้มใจ นายดุสิต อนันตรักษ์ และนายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ดีพร้อม (DIPROM) เข้าร่วม ณ ชั้น 1 อาคารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ถนนพระรามที่ 6 (DIPROM Headquarter) จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดย สำนักงานเลขานุการกรม ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้รอบบริเวณอาคาร เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดมลพิษทางอากาศ และบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว การปรับปรุงภูมิทัศน์ให้ร่มรื่นและสวยงามยังช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำงาน พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม และเสริมสร้างความสามัคคีภายในองค์กร อันจะนำไปสู่การทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน กิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของดีพร้อม ในการมุ่งสู่การเป็นองค์กรสีเขียว ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างสมดุลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
01 พ.ค. 2569
“อธิบดีณัฏฐิญา” ร่วมประชุมกำหนดทิศทาง CEA มุ่งยกระดับศักยภาพ SMEs ไทย ผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ภูมิภาค
“อธิบดีณัฏฐิญา” ร่วมประชุมกำหนดทิศทาง CEA มุ่งยกระดับศักยภาพ SMEs ไทย ผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ภูมิภาค
กรุงเทพฯ 27 เมษายน 2569 - นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ครั้งที่ 4/2569 พร้อมด้วย นางสาวนันท์ บุญยฉัตร ผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 3 ชั้น 3 อาคารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ถนนพระรามที่ 6 (DIPROM Headquarter) ผ่านออนไลน์ในระบบ Zoom Meeting โดยมี นายไชยยง รัตนอังกูร ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นประธานการประชุม ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมฯ ได้ร่วมกันพิจารณาและมีมติเห็นชอบในหลายประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย การทบทวนกรอบวงเงินคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เบื้องต้น (Pre-ceiling) ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การขออนุมัติเงินสนับสนุนเทศกาลสร้างสรรค์ ภายใต้โครงการส่งเสริมผู้ขับเคลื่อนการจัดเทศกาลสร้างสรรค์ไทยสู่สากล (Design Thinking 14) สำหรับผู้ขับเคลื่อนเทศกาลสร้างสรรค์ (Festival Creators) รวมถึงรับทราบรายงานผลการดำเนินงานตามแผนงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ไตรมาสที่ 2 ภายใต้การกำกับดูแลกิจการของคณะกรรมการองค์กรมหาชนตามแนวทางของสำนักงาน ก.พ.ร. นอกจากนี้ ที่ประชุม ยังได้พิจารณาแผนการดำเนินงานของผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงาน ตลอดจนเห็นชอบการทบทวนโครงสร้างกรอบอัตรากำลัง เพื่อรองรับภารกิจใหม่และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ การบูรณาการตัวชี้วัดองค์กรและแผนงานร่วมกับเครือข่าย และการขยายพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ภูมิภาค ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการบริหารงานทั้งเชิงนโยบายและเชิงพื้นที่ รองรับการขยายตัวของภารกิจในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ
01 พ.ค. 2569
“รองอธิบดีพลาวุธ” ร่วมประชุมคณะอนุฯ ส่งเสริมการค้า ขับเคลื่อนกลไก เดินหน้าหนุน ผปก. ไทย เสริมการแข่งขันทางการค้าอย่างเป็นธรรม
“รองอธิบดีพลาวุธ” ร่วมประชุมคณะอนุฯ ส่งเสริมการค้า ขับเคลื่อนกลไก เดินหน้าหนุน ผปก. ไทย เสริมการแข่งขันทางการค้าอย่างเป็นธรรม
กรุงเทพฯ 22 เมษายน 2569 - นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้รับมอบหมายจาก นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าด้านการให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือทางกฎหมาย ครั้งที่ 2/2569 โดยมี รองศาสตราจารย์สุธรรม อยู่ในธรรม รองประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า เป็นประธานในการประชุม ณ ห้องประชุม 1147 ชั้น 11 สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในระบบ Zoom Meeting ในการประชุม ได้มีการแจ้งให้ที่ประชุมทราบเกี่ยวกับคำสั่งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าด้านการให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือทางกฎหมาย ครั้งที่ 1/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำกิจกรรมให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือทางกฎหมาย และรายงานผลการดำเนินกิจกรรมการลงพื้นที่ให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือทางกฎหมายในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 3 จังหวัด ได้แก่ น่าน เชียงราย และเชียงใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้ประกอบการเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านสิทธิ หน้าที่ และข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สามารถประกอบกิจการได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม ซึ่งมีแผนการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวในพื้นที่ภาคใต้ต่อไป โดยการดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับภารกิจของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยให้ความช่วยเหลืออย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ การเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจ ตลอดจนการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว นอกจากนี้ ที่ประชุมมีการหารือเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมลงพื้นที่ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถรับมือกับความเสี่ยงของการดำเนินธุรกิจได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม อันจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทย และขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
29 เม.ย. 2569
“ดีพร้อม” ร่วมรับเสด็จฯ เปิดประชุมวิชาการ สวทช. ครั้งที่ 21 โชว์นวัตกรรมขับเคลื่อนไทยสู่อนาคต
“ดีพร้อม” ร่วมรับเสด็จฯ เปิดประชุมวิชาการ สวทช. ครั้งที่ 21 โชว์นวัตกรรมขับเคลื่อนไทยสู่อนาคต
จ.ปทุมธานี 24 เมษายน 2569 - นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มอบหมายให้ นายสุรพล ปลื้มใจ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีเปิดการประชุมวิชาการประจำปี 2569 ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติครั้งที่ 21 ณ ห้องออดิทอเรียม อาคารบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง การประชุมวิชาการประจำปี 2569 ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 21 ภายใต้แนวคิดการขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ สร้างเศรษฐกิจฐานความรู้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน ภายในงานมีการนำเสนอผลงานวิจัยเด่น นิทรรศการเทคโนโลยีสมัยใหม่ เวทีเสวนาวิชาการจากนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชนและผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม เพื่อผลักดันการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และเชิงสังคมอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศไทยสู่สังคมนวัตกรรมในอนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน์ รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานเกียรติบัตรแก่ผู้ชนะเลิศจากการแข่งขันและการประกวดด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมระดับประเทศ รวม 4 รายการ ได้แก่ ผู้ชนะเลิศการประกวดแข่งขันสิ่งประดิษฐ์ระดับชาติ NSTDA Micro-mouse Contest ครั้งที่ 2 (NMMC 2026) จำนวน 3 ราย ผู้ชนะเลิศการแข่งขันออกแบบและสร้างหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 17 (IDC 2026) จำนวน 5 ราย ผู้ชนะเลิศการแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 27 (NSC 2025) จำนวน 8 ราย และผู้ชนะเลิศการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 28 (YSC 2026) จำนวน 7 ราย จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่นำมาจัดแสดงภายในงาน ซึ่งสะท้อนความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของไทยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในหลายมิติ นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอนวัตกรรมบริหารจัดการภาครัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน ลดขั้นตอนการทำงาน และยกระดับระบบราชการสู่ดิจิทัล การจัดแสดงนิทรรศการครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยและความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืนในอนาคต
27 เม.ย. 2569
“รองอธิบดีพลาวุธฯ” ร่วมเปิดงาน JGAB 2026 ผลักดันผู้ประกอบการไทยรุ่นใหม่สู่ห่วงโซ่คุณค่าระดับสากล ปักหมุดไทยสู่ศูนย์กลางอัญมณีโลก
“รองอธิบดีพลาวุธฯ” ร่วมเปิดงาน JGAB 2026 ผลักดันผู้ประกอบการไทยรุ่นใหม่สู่ห่วงโซ่คุณค่าระดับสากล ปักหมุดไทยสู่ศูนย์กลางอัญมณีโลก
กรุงเทพฯ 22 เมษายน 2569 – นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้รับมอบหมายจาก นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2026 (JGAB 2026) โดยมี นายมนู เลียวไพโรจน์ ประธาน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย นายสุทธิพงษ์ ดำรงค์สกุล ประธานสมาคมค้าอัญมณีและเครื่องประดับอาเซียน นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสถาบันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ (CISPI) และ นางสาวปณิตา ชินวัตร รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พร้อมทั้งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ดีพร้อม (DIPROM) ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ JGAB Playhouse ฮอลล์ 5 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2026 (JGAB 2026) งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับระดับนานาชาติชั้นนำ รวมพลังกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน ถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และพันธมิตรเครือข่าย เพื่อเป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ค้า และนักสะสมอัญมณีจากทั่วโลก เปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาธุรกิจ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือใหม่ๆ ที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจมูลค่าสูงในภาพรวม ดีพร้อมและภาคีเครือข่าย ยังคงเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ให้สามารถปรับตัวสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่และแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยในงานนี้ ดีพร้อมได้นำผู้ประกอบการแบรนด์ไทยที่มีศักยภาพเข้าร่วมจัดแสดงสินค้า ได้แก่ แบรนด์ Dhanu ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมผ่านกิจกรรมการพัฒนาภาพลักษณ์แบรนด์และผลิตภัณฑ์สู่ Fashion Hero Brand ของดีพร้อม โดยแบรนด์ดังกล่าวมุ่งเน้นการถ่ายทอดศิลปะเครื่องทองไทยผ่านงานดีไซน์ร่วมสมัย เพื่อสร้างการรับรู้ในระดับสากล ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าระดับสากล พร้อมผลักดันประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของโลกในอนาคต
27 เม.ย. 2569
“อธิบดีณัฏฐิญา เฟ้นหาบุคลากรคุณภาพ รับทุนรัฐปี 68 มุ่งสร้างบุคลากรศักยภาพสูง ยกระดับอุตสาหกรรมไทย”
“อธิบดีณัฏฐิญา เฟ้นหาบุคลากรคุณภาพ รับทุนรัฐปี 68 มุ่งสร้างบุคลากรศักยภาพสูง ยกระดับอุตสาหกรรมไทย”
กรุงเทพฯ 20 เมษายน 2569 – นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้เกียรติเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาการรับทุนรัฐบาลตามความต้องการของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายสุรพล ปลื้มใจ และนายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 3 ชั้น 3 อาคารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM Headquarter) และในรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ Zoom Meeting ในการประชุมครั้งนี้เป็นหนึ่งในแผนการพัฒนาทรัพยากรบุคคลผ่านการจัดสรรทุนรัฐบาลประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ตามแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) เพื่อเพิ่มพูนทักษะและองค์ความรู้ให้แก่ข้าราชการในสังกัดดีพร้อม โดยคณะกรรมการฯ ได้ร่วมกันพิจารณาหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกบุคลากรที่มีศักยภาพเพื่อรับทุนรัฐบาล ทั้งในส่วนของทุนพัฒนาบุคลากรภาครัฐสำหรับผู้ที่ได้รับการตอบรับให้เข้าศึกษาหรือฝึกอบรมจากสถาบันการศึกษาชั้นนำ และการเปิดรับสมัครคัดเลือกข้าราชการเพื่อรับทุนในสาขาที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ ทั้งนี้ “อธิบดีณัฏฐิญา” เน้นย้ำถึงกระบวนการติดตามและวางแผนการปฏิบัติงานของบุคลากรภายหลังสำเร็จการศึกษา โดยมุ่งหวังให้ข้าราชการที่ได้รับทุนสามารถนำความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางกลับมาต่อยอดและปรับใช้ในภารกิจของดีพร้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป
24 เม.ย. 2569
“รมว.วราวุธ” กางโรดแมป “ONE MIND” พลิกอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่ ปั้น 4 เสาหลัก ดันเศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัลเชื่อมโลก คุณภาพชีวิต ยกระดับเอสเอ็มอีสู่ Global Value Chain
“รมว.วราวุธ” กางโรดแมป “ONE MIND” พลิกอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่ ปั้น 4 เสาหลัก ดันเศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัลเชื่อมโลก คุณภาพชีวิต ยกระดับเอสเอ็มอีสู่ Global Value Chain
กรุงเทพฯ 22 เมษายน 2569 - นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เกียรติมอบนโยบายแก่ผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมด้วย นายนพดล มาตรศรี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม และสื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังนโยบายดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พระรามที่ 6 (DIPROM Headquarter) และในรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบแอปพลิเคชั่น Zoom Meeting โดยมีการถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook : กระทรวงอุตสาหกรรม Facebook : ท็อป วราวุธ ศิลปะอาชา และ Facebook / YouTube / TikTok : กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มอบนโยบายการบริหารงานอย่างเป็นทางการโดยเน้นย้ำความเชื่อมั่นในการขับเคลื่อนด้วยหลักการ “ONE MIND” หรือการรวมพลังทุกหน่วยงานในกระทรวงให้สื่อสารและทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาของประชาชนอย่างบูรณาการผ่าน 4 เสาหลัก (4 Pillars) ที่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจโลกและคุณภาพชีวิตของคนไทย พร้อมทั้งพลิกโฉมกระทรวงอุตสาหกรรม โดยวางโครงสร้างการทำงานใหม่ ประกอบด้วย เสาที่ 1 People Engagement การฟังเสียงประชาชน ยุติความเดือดร้อนด้วยระบบช่องทางรวมทุกปัญหาอุตสาหกรรมไว้ที่เดียว พร้อมระบบติดตามสถานการณ์แก้ไขปัญหาแบบรายเดือน เสาที่ 2 Policy Execution วางเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ขานรับนโยบายรัฐบาล ตั้งเป้าหมายเดินหน้าอุตสาหกรรมแห่งอนาคตทั้งดิจิทัล AI, เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ EV การแพทย์และสุขภาพ ผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสำคัญของโลก รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตเกษตรในพื้นที่ชุมชน พร้อมสร้างอาชีพ และสร้างสะพานเชื่อมทักษะให้กับคนไทย โดยเฉพาะนักศึกษา ผู้สูงอายุ คนพิการ วิสาหกิจชุมชน SME พร้อมผลักดัน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมอัจฉริยะ "New Engine" ให้เป็นพรีเมียม สร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ ดันไทยเป็น Medical Food Hub ของเอเชีย และผลักดันผ้าไทยและงานคราฟต์สู่แบรนด์สากล รวมถึงดิจิทัลเทคโนโลยีจะดึงเม็ดเงินลงทุน Data Center & Cloud Services ระดับโลก โดยเร่งสร้างระบบนิเวศ ของ EV และระบบซื้อขายคาร์บอน เสาที่ 3 Legal Reform ผ่านระบบราชการทันใจ เป้าหมาย คือ จะต้องพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน มุ่งเป้ามาตรฐาน OECD ผ่านการจัดตั้งคณะทำงานกฎหมายของกระทรวง มีการประชุมร่วมกันทุกสัปดาห์ และรายงานความก้าวหน้าให้ รวอ. และที่ประชุมผู้บริหารของกระทรวงทุกเดือน และเสาที่ 4 สุดท้าย Minister’s Passion คือ โจทย์สิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติทางธรรมชาติ นโยบายผู้สูงอายุ และคนพิการ รวมถึงการเชื่อมโยงกับโลก และสืบสานต่อยอดจากฐานเดิมที่นายบรรหาร ศิลปอาชา เคยวางฐานรากไว้ เช่น จากอิสเทิร์นซีบอร์ดสู่โครงการ EEC ขณะเดียวกัน ยังมีกลไกใหม่สำคัญที่จะผลักดัน คือ การตั้งคณะกรรมการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมไทย ร่วมกับสภาพัฒน์ฯ และ BOI พร้อมผลักดัน กองทุนจัดตั้งกองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนทุนอุดหนุนการสร้างนวัตกรรมให้ SME รวมทั้งการรีสกิลและอับสกิลแรงงานให้ทันต่อเทคโนโลยีใหม่ และตลาดคาร์บอนเครดิตรองรับมาตรการกำแพงภาษีคาร์บอน (CBAM) จากต่างประเทศ "Passion ของผม คือ การตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนไป เราจะเปลี่ยนความท้าทายเรื่องสิ่งแวดล้อมและสังคมสูงวัย ให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ของคนไทยทุกคน" นายวราวุธ กล่าวทิ้งท้าย
23 เม.ย. 2569
‘วราวุธ’ นำทีมอุตสาหกรรมขานรับนโยบายงบปี 70 ชูนโยบาย 10 พลัส เร่งปรับตัวรับโลกผันผวน
‘วราวุธ’ นำทีมอุตสาหกรรมขานรับนโยบายงบปี 70 ชูนโยบาย 10 พลัส เร่งปรับตัวรับโลกผันผวน
จังหวัดนนทบุรี - 20 เมษายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นำคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมทุกหน่วยงาน ร่วมประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ชั้น 1 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายกรัฐมนตรีฯ ระบุว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายในครั้งนี้มีความแตกต่างจากที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มจากการทบทวนและปรับลดงบประมาณในโครงการที่ไม่จำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะต้อง “ตรงเป้า แม่นยำ” และตอบโจทย์นโยบาย “10 พลัส” เพื่อพาประเทศก้าวผ่านวิกฤต ควบคู่กับการวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเร่งหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยรัฐบาลกำหนดกรอบนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ 1. เศรษฐกิจ มุ่งกระจายรายได้ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และส่งเสริมการค้า เกษตร และการท่องเที่ยวผ่านนโยบายพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม 2. การต่างประเทศและความมั่นคง เสริมบทบาทไทยในเวทีโลก เร่งผลักดันเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ควบคู่กับการยกระดับความมั่นคงชายแดนและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน 3. สังคม ยกระดับการศึกษา สุขภาพ เสริมสร้างความเข้มแข็งครอบครัวและชุมชน ผ่านนโยบายสูงวัยพลัส และการศึกษาเท่าเทียมพลัส 4. ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ยกระบบบริหารจัดการน้ำและการรับมือภัยพิบัติ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวพลัส 5. การบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐให้เป็น “ราชการทันใจ” ปราบคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง ทั้งนี้ กรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 7,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 เท่านั้น ขณะที่ภาระรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเน้นย้ำให้ใช้จ่ายงบประมาณยึดหลักความคุ้มค่า และงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) โดยพิจารณาจากความจำเป็น ความเร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ พร้อมปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างจริงจัง พร้อมกำหนด “กฎเหล็ก” ว่า การขอรับงบประมาณเพิ่มจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยรับงบประมาณปรับลดคำขอตั้งงบประมาณสำหรับการศึกษาดูงาน และการปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน โดยให้เน้นการเช่ามากกว่า หรือหากมีความจำเป็น ขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบของการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย (Thailand Future Fund) และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็น นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transformation) โดยส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด อาทิ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์ Hybrid ในภาครัฐ รวมถึงการติดตั้ง Solar Rooftop ในหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานในระยะยาว อีกทั้ง รัฐบาลยังให้ความสำคัญของการรักษาอธิปไตยของประเทศ โดยต้องเสริมความพร้อมด้านความมั่นคงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้มีความทันสมัยและเพียงพอ ทั้งนี้ ขอให้กองทัพร่วมกับสำนักงบประมาณวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการปกป้องอธิปไตย รักษาเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของชาติ พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงบประมาณ ระหว่าง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท. เพื่อยกระดับความโปร่งใส ลดการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณของภาครัฐ
21 เม.ย. 2569